Output 2 PRTR Data Utilization Data Analysis of Timeline PRTR Data

Output 2 PRTR data utilization : Time series analysis of PRTR data ผลผลิตที่ 2 การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ : การวิเคราะห์ข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษของภาคอุตสาหกรรมรายปี by Dr. Sirakarn Leungsakul, Department of Industrial Works

Timeline พื้นที่นำร่องรายงานข้อมูล PRTR

ปี 2558 การปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษเดือน มกราคม-ธันวาคม
  • การปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษจังหวัดระยอง
ปี 2559 การปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษเดือน มกราคม-ธันวาคม
  • การปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษจังหวัดระยอง
  • การปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษจังหวัดสมุทรปราการ
ปี 2560 การปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษเดือน มกราคม-ธันวาคม
  • การปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษจังหวัดระยอง
  • การปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษจังหวัดสมุทรปราการ
  • การปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษจังหวัดชลบุรี
จำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่รายงานข้อมูลปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR)

การรายงาน PRTR ได้เริ่มนำร่องรายงานครั้งแรกเป็นการรายงานของปี 2556 โดยในปี 2556 – 2558 เป็นการรายงานเฉพาะของจังหวัดระยองเท่านั้น ในปี 2559 ได้เพิ่มการรายงานจากจังหวัดสมุทรปราการ และในปี 2560 ได้เพิ่มการรายงานจากจังหวัดชลบุรีเข้ามาด้วย ซึ่งในปัจจุบันได้มีการนำร่องระบบ PRTR ใน 3 จังหวัดแล้วดังกล่าว ดั้งนั้นข้อมูลปี 2556 – 2560 จึงพบว่ามีจำนวนโรงงานรายงานข้อมูล PRTR รวมเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งที่การรายงาน PRTR ยังไม่มีสถานะบังคับตามกฎหมาย ภาคอุตสาหกรรมเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษเดียวที่เข้าข่ายต้องรายงานข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งได้ถูกแบ่งกลุ่มเป็น 19 กลุ่ม (ตารางที่ 1) โดย 9 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายต้องรายงานข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) ด้วยตนเอง อีก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่เหลือ ภาครัฐจะทำการประเมินให้โดยใช้ข้อมูลจากแบบสอบถามร่วมกับการประเมินโดยใช้สัมประสิทธิการปลดปล่อย (Emission Factor) และสำหรับโรงงานที่ไม่รายงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะทำการประเมินโดยเทียบเคียงการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษจากแรงม้าเครื่องจักรของโรงงานที่ประกอบกิจการในลักษณะเดียวกัน

ตารางที่ 1 การจัดกลุ่มอุตสาหกรรม 19 กลุ่ม

ลำดับที่ ประเภทโรงงาน กลุ่มอุตสาหกรรม รายงาน PRTR รายงานการใช้สารเคมี
1 1, 2, 9, 21 อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากพืช
2 4-8,10-20,90,92 อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และกิจการที่เกี่ยวข้อง
3 22-23, 93, 98 อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องหนัง
4 34-37 อุตสาหกรรมไม้และเครื่องเรือน
5 38-41 อุตสาหกรรมกระดาษและการพิมพ์
6 42-48 อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี
7 49-50, 89 อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม
8 51, 52 อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง
9 53 อุตสาหกรรมพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก
10 3 อุตสาหกรรมเกี่ยวกับดิน หิน กรวด ทราย
11 54-58 อุตสาหกรรมแก้ว อิฐ กระเบื้อง ซีเมนต์หรือผลิตภัณฑ์การก่อสร้าง
12 59-64,104 อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะขั้นมูลฐานและผลิตภัณฑ์โลหะ
13 65-70 อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักร และเครื่องกล
14 71-74, 81, 94,107 อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์เกี่ยวกับไฟฟ้า
15 75-80, 100 อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์
16 95 อุตสาหกรรมเกี่ยวกับอู่ซ่อมรถ
17 101, 105, 106 กิจการเกี่ยวกับการจัดการของเสีย ปรับคุณภาพของเสียรวม ฝังกลบสิ่งปฏิกูล รีไซเคิล
18 88,102 โรงงานผลิต ส่ง หรือจ าหน่ายพลังงานไฟฟ้า และไอน้ำ
19 82-87,89 (ที่ไม่ใช่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ),91,96-97,99,103 อุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ

ในปี 2556 เป็นปีแรกที่ให้โรงงานในจังหวัดระยองได้เริ่มทดลองรายงานข้อมูลด้วยตนเอง พบว่ามีโรงงานใน 9 กลุ่มเป้าหมายรายงานข้อมูลเข้ามาเพียง 55 โรงงานเท่านั้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม และยังขาดข้อมูลการประเมินในบางกลุ่มประเภทโรงงานจึงได้ทำการประมวลผลข้อมูลเท่าที่มีข้อมูลอยู่เพื่อให้เห็นว่าข้อมูล PRTR มีลักษณะของข้อมูลอย่างไร และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสื่อสารข้อมูลได้อย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาข้อมูลสาร 3 อันดับแรกที่มีการรายงานการปลดปล่อยสู่อากาศ ได้แก่ โพรพิลีน ไซลีน และโทลูอีน ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ระเหยง่าย ถูกปลดปล่อยสูงสุดจากพื้นที่อำเภอปลวกแดงซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหนาแน่น พบว่าโรงงานอาจยังความเข้าใจในวิธีการรายงานที่คลาดเคลื่อน ตัวอย่างเช่น การรายงานการปลดปล่อยโพรพิลีนจากอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมีโดยไม่ได้ประเมินประสิทธิภาพของระบบบำบัดมลพิษร่วมด้วย ทำให้ข้อมูลปริมาณโพรพิลีนที่ถูกปล่อยสู่อากาศสูงกว่าที่เป็น สำหรับไซลีนและโทลูอีนพบว่าถูกปลดปล่อยสูงสุดจากอุตสาหกรรมที่มีการใช้สารดังกล่าวในกระบวนการผลิต คือ อุตสาหกรรมยานยนต์

ปี 2557 ได้มีการทำความเข้าใจกับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น มีจำนวนโรงงานในจังหวัดระยองที่รายงานข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็น 148 โรงงาน ส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม และมีจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์รายงานเข้ามาเพิ่มขึ้น จะพบว่าจากเดิมในปี 2556 มีการรายงานว่ามีการปลดปล่อยโพรพิลีนสู่อากาศสูงสุดเมื่อมีการปรับปรุงข้อมูลแล้วสารที่ถูกปลดปล่อยสูงสุดคือสารจำพวกตัวทำละลายอินทรีย์ระเหยง่าย

ปี 2558 มีจำนวนโรงงานในจังหวัดระยองที่รายงานข้อมูลเข้ามา 175 โรงงาน ข้อมูลสาร 3 อันดับแรกที่มีการรายงานการปลดปล่อยสูงสุด ได้แก่ โทลูอีน สังกะสี และไซลีน ซึ่งพบว่าโทลูอีน และไซลีน ถูกปลดปล่อยมากที่สุดจากอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์ ซึ่งใช้สารดังกล่าวเป็นตัวทำละลายในการกระบวนการพ่นสี และยังไม่มีการใช้ระบบบำบัดมลพิษ ทั้งนี้พบว่ามีการรายงานปริมาณการเคลื่อนย้ายของเสียที่มีองค์ประกอบโลหะสังกะสีออกนอกโรงงานไปคัดแยกหรือรีไซเคิลร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากอุตสาหกรรมโลหะและอุตสาหกรรมยานยนต์ในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอปลวกแดงเป็นหลัก

ปี 2559 ได้ขยายพื้นที่นำร่องการรายงาน PRTR จากจังหวัดระยอง เพื่อให้ครอบคลุมลักษณะการประกอบกิจการที่หลากหลาย เนื่องจากจังหวัดระยองมีโรงงานเกี่ยวกับปิโตรเคมีเป็นจำนวนมากและเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งไม่อาจเป็นตัวแทนพฤติกรรมหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการจัดทำระบบ PRTR ของโรงงานอื่นๆ ทั่วประเทศได้ จึงได้ขยายพื้นที่นำร่องการรายงาน PRTR ไปยังจังหวัดสมุทรปราการซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมดั้งเดิม มีโรงงานผลิตขนาดกลางและเล็กจำนวนมาก โดยมีจำนวนโรงงานที่รายงานข้อมูลทั้ง 2 จังหวัดรวม 403 โรงงาน พบว่า

  • จังหวัดระยอง มีจำนวนโรงงานที่รายงานข้อมูลเข้ามา 258 โรงงาน ข้อมูลสาร 3 อันดับแรกที่มีการรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสูงสุด ได้แก่ โทลูอีน สังกะสี และไซลีน ซึ่งพบว่าโทลูอีนและไซลีนถูกปลดปล่อยมากที่สุดจากอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมโลหะ อุตสาหกรรมพลาสติก และอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้ตัวทำละลายในกระบวนการทำสีบนชิ้นงาน ทั้งนี้พบว่ามีการรายงานปริมาณการเคลื่อนย้ายน้ำเสีย และการระบายน้ำเสียที่มีองค์ประกอบโลหะสังกะสีออกจากโรงงานจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะขั้นมูลฐานและผลิตภัณฑ์โลหะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการรายงานการปลดปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายไปกับน้ำเสียเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า สำหรับกลุ่มสารก่อให้เกิดมะเร็งพบว่า 1,3-บิทาไดอีน ถูกเคลื่อนย้ายออกไปนอกโรงงานสูงสุดในรูปของของเสียและน้ำเสีย
  • จังหวัดสมุทรปราการ มีจำนวนโรงงานที่รายงานข้อมูลเข้ามา 158 โรงงาน ข้อมูลสาร 3 อันดับแรกที่มีการรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสูงสุด ได้แก่ โทลูอีน ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล และตะกั่ว ซึ่งพบว่าโทลูอีนถูกปลดปล่อยมากที่สุดจากอุตสาหกรรมพลาสติก อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ และอุตสาหกรรมโลหะ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้ตัวทำละลายในกระบวนการทำสีบนชิ้นงาน ไอโซโพรพิลแอลกอฮอลและตะกั่วถูกปลดปล่อยสูงสุดจากอุตสาหกรรมพลาสติกในพื้นที่อำเภอบางพลี เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุใดจึงมีการปลดปล่อยตะกั่วสู่อากาศจากอุตสาหกรรมพลาสติก จึงควรต้องมีการสืบสวนและเฝ้าระวังในปีต่อไป สำหรับกลุ่มสารก่อให้เกิดมะเร็งพบว่ามีการเคลื่อนย้ายโครเมี่ยม (VI) ในรูปของของเสีย
  • ปี 2560 ได้ขยายพื้นที่นำร่องการรายงาน PRTR จากจังหวัดระยอง จังหวัดสมุทรปราการ ไปยังจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นพื้นที่ส่งเสริมการลงทุนตามนโยบาย EEC และเป็นพื้นที่พัฒนาสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยหวังว่าการเริ่มทำระบบ PRTR จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนเกิดความตระหนักในการลดการระบายมลพิษและเกิดการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ร่วมกัน

    • จังหวัดระยอง มีจำนวนโรงงานที่รายงานข้อมูลเข้ามา 196 โรงงาน ข้อมูลสาร 3 อันดับแรกที่มีการรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสูงสุด ได้แก่ โทลูอีน ไซลีน และไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ ซึ่งพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงในปริมาณการเคลื่อนย้ายน้ำเสียและการระบายน้ำเสียที่มีองค์ประกอบโลหะสังกะสีออกจากโรงงาน โดยการเคลื่อนย้ายในรูปน้ำเสียมีปริมาณลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ในภาพรวมของการปลดปล่อยสู่อากาศเกือบทุกสารก็มีปริมาณลดลงอย่างมากด้วย
    • จังหวัดสมุทรปราการ มีจำนวนโรงงานที่รายงานข้อมูลเข้ามา 159 โรงงาน ข้อมูลสาร 3 อันดับแรกที่มีการรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสูงสุด ได้แก่ โทลูอีน เอทิลอะซิเตท เอ็น-เพ็นเทน ซึ่งพบว่าโทลูอีนและเอทิลอะซิเตท ถูกปลดปล่อยสู่อากาศมากที่สุดจากโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมโลหะ และอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ เป็นที่น่าสังเกตว่าการปลดปล่อยโทลูอีนและเอทิลอะซิเตทสู่อากาศจากโรงไฟฟ้าจะมาจากกระบวนการใด จึงควรต้องมีการสืบสวนและเฝ้าระวังในปีต่อไป สำหรับกลุ่มสารก่อให้เกิดมะเร็งพบว่าโครเมี่ยม (VI) ยังคงเป็นมลพิษสำคัญในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการซึ่งมีการเคลื่อนย้ายในรูปของของเสีย
    • จังหวัดชลบุรี มีจำนวนโรงงานที่รายงานข้อมูลเข้ามา 141 โรงงาน ข้อมูลสาร 3 อันดับแรกที่มีการรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสูงสุด ได้แก่ โทลูอีน เอ็น-เพ็นเทน และไซลีน ซึ่งพบว่าโทลูอีนและเอ็น-เพ็นเทน ถูกปลดปล่อยสู่อากาศจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก และอุตสาหกรรมยาง และอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ในขณะที่ไซลีนถูกปลดปล่อยสู่อากาศจากอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมโลหะ และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล พื้นที่ที่มีปริมาณการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสูงสุดได้แก่อำเภอศรีราชา รองลงมาคือพื้นที่อำเภอพานทอง อำเภอบ้านบึง และอำเภอเมือง สำหรับกลุ่มสารก่อให้เกิดมะเร็งพบว่าโครเมี่ยม (VI) และ 1,3-บิทาไดอีน ถูกเคลื่อนย้ายออกไปนอกโรงงานสูงสุดในรูปของของเสีย
    • สรุป

      จากข้อมูลการรายงาน PRTR ระหว่างปี 2556 – 2560 ของจังหวัดระยอง สมุทรปราการ และชลบุรี พบว่าภาคอุตสาหกรรมมีความเข้าใจและสามารถรายงานข้อมูลได้ดีขึ้น สังเกตจากข้อมูลการรายงานที่พบว่าอาจเกิดความผิดพลาดในการรายงาน ก็สามารถปรับปรุงการรายงานให้ดีขึ้นได้ในปีถัดไป จะเห็นได้ว่าภาพรวมของการรายงานเป็นการรายงานการระบายสู่อากาศมากที่สุด ส่วนหนึ่งมาจากสารที่อยู่ในบัญชี 107 สาร ส่วนใหญ่เป็นสารอินทรีย์ระเหยที่ปลดปล่อยสู่อากาศเป็นหลัก แต่ทั้งนี้จะเห็นว่าลักษณะข้อมูลของจังหวัดสมุทรปราการแตกต่างจากข้อมูลของจังหวัดระยองซึ่งมีผู้ผลิตสารเคมีและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีรายใหญ่ตั้งอยู่ เช่น โทลูอีน ถึงแม้ว่าจะเป็นตัวทำละลายที่มีปริมาณการปลดปล่อยอยู่ใน 3 อันดับแรกของทั้ง 3 จังหวัด แต่พบว่าในจังหวัดระยองมีการประเมินและรายงานสารโทลูอีนที่ปนไปกับน้ำเสียด้วย ในขณะที่อุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ตัวทำละลายโดยเฉพาะในกระบวนการพ่นสีและกระบวนการพิมพ์ ซึ่งจะระบายโทลูอีนโดยตรงสู่อากาศโดยยังไม่มีการบำบัดเนื่องจากยังไม่มีกฎหมายกำหนดค่ามาตรฐานการระบายอากาศเสีย อีกทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ให้คำแนะนำการใช้งานในลักษณะตัวทำละลายสี ให้ประเมินเป็นการปลดปล่อยสู่อากาศทั้งหมดหากไม่มีการบำบัดมลพิษก่อนระบายอากาศเสียออกนอกโรงงาน เมื่อพิจารณาข้อมูลของจังหวัดระยองในแต่ละปี ก็พบว่าปริมาณการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ 3 อันดับแรกระหว่างปี 2558 – 2560 มีปริมาณลดลงทุกปี ซึ่งส่วนหนึ่งอาจสะท้อนถึงความสำเร็จในการจัดทำระบบ PRTR ที่ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมเกิดความตระหนักและลดการปลดปล่อยมลพิษภาคสมัครใจ

      Dr. Sirakarn Leungsakul Department of Industrial Works

      Download